งานระบบเครือข่ายและบริการอินเทอร์เน็ต
Networking Systems and Internet Services

หนึ่งในปัญหาสำคัญที่นำไปสู่การออกกฎหมาย PDPA คือ การที่ข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลสู่สาธารณะ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ข้อมูลต่างๆ ถูกแปลงให้อยู่ในรูปดิจิทัลมากขึ้น ซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลสามารถหลุดออกไปได้หลากหลายช่องทางโดยบางครั้งเจ้าของข้อมูลก็ไม่รู้ตัว เช่น การโพสต์ข้อมูลส่วนบุคคลลงสื่อสังคมออนไลน์ การใช้บริการแอปพลิเคชันต่างๆ แล้วกดตกลงให้ความยินยอมในการให้ข้อมูลเองโดยไม่อ่านรายละเอียด การโดนแฮ็กหรือเจาะขโมยข้อมูล การถูกหลอกลวงด้วยวิธีต่างๆ เช่น Phishing เป็นต้น
การรั่วไหลหรือขโมยข้อมูลส่วนบุคคลอาจนำไปสู่ความเสียหายดังต่อไปนี้
• ถูกนำไปใช้ในทางผิดกฎหมาย เช่น เลขบัตรประชาชนถูกนำไปใช้เปิดบัญชีเพื่อฉ้อโกงผู้อื่น คลิปส่วนตัวถูกข่มขู่แบล็กเมล เป็นต้น
• โดนจารกรรมทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการใช้หมายเลขบัตรเครดิตไปซื้อสินค้า หรือโอนเงินจากบัญชีธนาคาร
• ถูกนำไปทำการตลาดต่อ ส่งผลให้เจ้าของข้อมูลถูกรบกวนด้วยโฆษณา ขายสินค้าและบริการต่างๆ
• ถูกปลอมแปลงตัวตน แล้วเอาไปแอบอ้างทำเรื่องเสียหายหรือผิดกฎหมาย

เพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนไทย ไม่ว่าจะเป็น ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ บัญชีธนาคาร อีเมล ไอดีไลน์ บัญชีผู้ใช้ของเว็บไซต์ ลายนิ้วมือ ประวัติสุขภาพ รวมไปถึงข้อมูลอื่นๆ ที่สามารถระบุถึงตัวเจ้าของข้อมูลนั้นได้ ทั้งในรูปแบบเอกสาร กระดาษ หนังสือ หรืออิเล็กทรอนิกส์ กฎหมาย PDPA จึงถูกพัฒนาและเตรียมบังคับใช้งานอย่างเต็มรูปแบบในวันที่ 1 มิถุนายน 2022 นี้
หลักสำคัญของกฎหมาย PDPA สามารถสรุปได้เป็น 6 ประเด็น ดังนี้
1. เจ้าของข้อมูลมีสิทธิ์ลบ เพิ่ม ห้าม แก้ไข และเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของตัวเองได้
2. ต้องให้ความสะดวกในการขอเพิกถอนสิทธิ เช่นเดียวกับตอนที่ขอข้อมูลมาจากเจ้าของข้อมูลในตอนแรก
3. เก็บข้อมูลส่วนบุคคลเท่าที่จำเป็น ตามวัตถุประสงค์ในการขอข้อมูลมา
4. เมื่อพบข้อมูลรั่วไหล ต้องแจ้งเจ้าของข้อมูลและผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดภายใน 72 ชั่วโมง
5. ต้องมีผู้ดูแล รับผิดชอบ และควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล
6. โทษปรับสูงสุดไม่เกิน 5,000,000 บาท โดยอาจมีความผิดทั้งทางอาญาและทางแพ่ง ไม่ว่าจะเป็น Data Controllers หรือ Data Processors


8 ขั้นตอนการเตรียมความพร้อมขององค์กรก่อน PDPA ประกาศใช้ มีคำแนะนำสำหรับการเตรียมความพร้อมขององค์กรในภาพใหญ่ 8 ข้อ ดังนี้
1. ทำความเข้าใจว่ากฎหมาย PDPA คืออะไร
2. ตั้งงบประมาณ
3. แต่งตั้งทีมรับผิดชอบ
4. กำหนดประเภทข้อมูลและวัตถุประสงค์
5. เตรียมข้อกำหนด แนวทางปฏิบัติในการปกป้องข้อมูลตามที่กฎหมายกำหนด
6. สร้างความตระหนักรู้ให้กับเจ้าของข้อมูลและประชาสัมพันธ์ให้กับบุคลากรที่เกี่ยวข้อง
7. พัฒนาทักษะและกระบวนการตรวจสอบ
8. ปรับปรุงกระบวนการและออกแบบให้เหมาะสมกับการคุ้มครองข้อมูงส่วนบุคคลอยู่เสมอ


สำหรับขั้นตอนในการรับมือกฎหมาย PDPA โดยละเอียดได้แบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอน คือ
1. Data Discovery ค้นหาและตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคล
2. Privacy Policy กำหนดการใช้หรือการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล
3. Security Measurement วางมาตรการด้านความมั่นคงปลอดภัยสำหรับปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล
4. Data Transfer วางระบบการบริหารจัดการ การส่ง หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล
5. DPO แต่งตั้งผู้กำกับดูแลข้อมูลส่วนบุคคล


PDPA in Action
เมื่อนำกฎหมาย PDPA มาแปลงให้อยู่ในระบบสารสนเทศ จะประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก คือ Data Subject Request, Front-end (DPO) และ Back-end System 

เอกสารที่เกี่ยวข้องกับ PDPA

เอกสารอ้างอิงของมหาวิทยาลัยแม่โจ้

ปรับปรุงข้อมูล : 16/6/2568 12:08:14     ที่มา : งานระบบเครือข่ายและบริการอินเทอร์เน็ต     จำนวนผู้เปิดอ่าน : 6989

กลุ่มข่าวสาร :

ข่าวล่าสุด

การแก้ปัญหา TPM 2.0 สำหรับติดตั้ง Windows 11
TPM 2.0 คือ ย่อมาจาก Trusted Platform Module คือ ชิปที่ถูกฝังมาบนเมนบอร์ด (Motherboard) บนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ ๆ มีหน้าที่หลักคือเก็บ Hash key, รหัสผ่าน หรือข้อมูล Biometrics (เช่น ลายนิ้วมือ, ใบหน้า หรือเสียง เป็นต้น) เพื่อใช้ในการตรวจสอบ และยืนยันความน่าเชื่อถือให้กับอุปกรณ์ เพื่อให้อุปกรณ์ของคุณปลอดภัยจากการถูกโจมตีจากภายนอกการติดตั้ง Windows 11 โดยแก้ไขผ่าน Command Prompt ระหว่างติดตั้ง หากติดหน้าจอ "This PC must support TPM 2.0" ระหว่างติดตั้ง:1. กดShift + F10เพื่อเปิด Command Prompt  พิมพ์regeditแล้วกด Enter2. ไปที่HKEY_LOCAL_MACHINE\SYSTEM\Setup สร้าง Key ใหม่ชื่อLabConfig3.ในLabConfigสร้าง DWORD (32-bit) ค่าชื่อBypassTPMCheckBypassSecureBootCheckและBypassRAMCheckตั้งค่าเป็น 14. ออกจาก Registry Editor กด back กลับไปแล้วกด Next ใหม่ จะสามารถติดตั้งได้
4 เมษายน 2569     |      42
การใช้งาน VPN SoftEther สำหรับบุคลากรและนักศึกษา
เครือข่ายส่วนตัวเสมือน VPN (Virtual Private Network)VPN หรือ Virtual Private Network หมายถึง เครือข่ายเสมือนส่วนตัว ที่ทำงานโดยใช้ โครงสร้างของ เครือข่ายสาธารณะ หรืออาจจะวิ่งบน เครือข่ายไอพีก็ได้ แต่ยังสามารถ คงความเป็นเครือข่ายเฉพาะ ขององค์กรได้ ด้วยการ เข้ารหัสแพ็กเก็ตก่อนส่ง เพื่อให้ข้อมูล มีความปลอดภัยมากขึ้นการเข้ารหัสแพ็กเก็ต เพื่อทำให้ข้อมูล มีความปลอดภัยนั้น ก็มีอยู่หลายกลไกด้วยกัน ซึ่งวิธีเข้ารหัสข้อมูล (encryption) จะทำกันที่เลเยอร์ 2 คือ Data Link Layer แต่ปัจจุบัน มีการเข้ารหัสใน IP Layer โดยมักใช้เทคโนโลยี IPSec (IP Security)ปกติแล้ว VPN ถูกนำมาใช้กับองค์กรขนาดใหญ่ ที่มีสาขาอยู่ตามที่ต่างๆ และต้องการ ต่อเชื่อมเข้าหากัน โดยยังคงสามารถ รักษาเครือข่ายให้ใช้ได้เฉพาะ คนภายในองค์กร หรือคนที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น ลูกค้า, ซัพพลายเออร์ เป็นต้น นอกจากนี้แล้ว กลไกในการสร้างโครงข่าย VPN อีกประเภทหนึ่ง คือ MPLS (Multiprotocal Label Switch) เป็นวิธีในการส่งแพ็กเก็ต โดยการใส่ label ที่ส่วนหัว ของข้อความ และค่อยเข้ารหัสข้อมูล จากนั้น จึงส่งไปยังจุดหมายปลายทาง เมื่อถึงปลายทาง ก็จะถอดรหัสที่ส่วนหัวออก วิธีการนี้ ช่วยให้ผู้วางระบบเครือข่าย สามารถแบ่ง Virtual LAN เป็นวงย่อย ให้เป็น เครือข่ายเดียวกันได้ประโยชน์ที่ได้รับจาก VPN ประโยชน์ของ การติดตั้งเครือข่ายแบบ VPN จะช่วยองค์กร ประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะไม่ว่าผู้ใช้องค์กร จะอยู่ที่ใดในโลก ก็สามารถเข้าถึง เครือข่าย VPN ของตนได้ โดยการต่อเชื่อม เข้ากับ ผู้ให้บริการท้องถิ่นนั้นๆ ทำให้ช่วยลด ค่าใช้จ่าย ในการติดต่อสื่อสาร และสามารถ ลดค่าใช้จ่ายในส่วนของ การดูแลรักษาระบบอีกด้วยระบบเครือข่าย VPN ยังสามารถ ให้ความคล่องตัว ในการเปลี่ยนแปลง เช่น การขยายเครือข่าย ในอนาคต นอกจากนี้แล้ว ในแง่ของ ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต การออกบริการ VPN ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่ช่วยให้ ลูกค้าของไอเอสพี ประหยัดค่าใช้จ่าย และสะดวกสบายมากขึ้นระบบปฏิบัติการ Windowsคู่มือการติดตั้งระบบ VPN บน Windows 10คู่มือการติดตั้งระบบ VPN บน Windows 11คู่มือการติดตั้งระบบ VPN บน macOSคู่มือการติดตั้งระบบ VPN บน Androidคู่มือการติดตั้งระบบ VPN บน iOS
20 กันยายน 2568     |      2495
การติดตั้ง VPN SoftEther สำหรับการใช้งาน SPSS
คู่มือการติดตั้งโปรแกรม SoftEther VPNการติดตั้งระบบ SoftEther VPNสามารถ Download โปรแกรมได้ที่ https://www.softether-download.com/en.aspx?product=softetherSelect Component เลือก SoftEther VPN ClientSelect Platform เลือก Windowsทำการ Download โปรแกรม SoftEther VPN Client (Ver 4.44, Build 9807, rtm)เมื่อทำการ Download โปรแกรมเสร็จแล้ว ดับเบิลคลิกโปรแกรมเพื่อติดตั้ง3. ติดตั้งโปรแกรม กด Next4. ทำการติดตั้ง SoftEther VPN Client แล้วกด Next5. ยอมรับการติดตั้งโปรแกรมเลือก I agree to the End User License Agreement. แล้วกด Next6. กด Next7. เลือกตำแหน่งการติดตั้งโปรแกรม กด Next8. กด Next9. โปรแกรมทำการติดตั้งเสร็จแล้ว กด Finish10.เข้าโปรแกรม SoftEther VPN Client Manager คลิก Add VPN Connection กด Yes11. ตั้งชื่อ VPN กด OK จะทำการสร้าง VPN Client Adapter – VPN กด Add VPN Connection12. หน้าต่าง “New VPN Connection Setting Properties” ดำเนินการตั้งค่าดังนี้Setting Name (18): ตั้งค่าตามต้องการ ในที่นี้ตั้งค่าเป็น VPNLIBHost Name (19): ให้ใส่ค่า vpnlib.mju.ac.thPort Number (20): 5555Virtual Hub Name (21): เลือก VPNLIB จากเมนูAuth Type (22): คลิกเลือกเป็น Radius or NT Domain Authentication.Username (23): นักศึกษาให้ใส่ mju +รหัสนักศึกษา บุคลากรอาจารย์ให้ใส่อีเมลไม่ต้องมี @mju.ac.th Password (24): ใส่ รหัสผ่านให้ใช้ตัวเดียวกันกับอีเมลคลิกปุ่ม “OK” (25) เพื่อสร้างการเชื่อมต่อเมื่อต้องการเชื่อมต่อ VPN ให้ทำการคลิกขวาที่การเชื่อมต่อที่เราสร้างไว้และคลิกปุ่ม “Connect”14. หากต้องการยกเลิกการเชื่อมต่อ VPN ให้ทำการคลิกขวาที่การเชื่อมต่อที่เราสร้างไว้และคลิกปุ่ม “Disconnect”
10 มิถุนายน 2568     |      2060